จับตา!! เล็งปรับเกณฑ์เปิดเออร์รีรีไทร์ ข้าราชการพลเรือน เริ่ม 40 ปีขึ้นไป คาดเริ่มปี 70
เล็งปรับเกณฑ์เปิดเออร์รีรีไทร์ ข้าราชการพลเรือน เริ่ม 40 ปีขึ้นไป ลดอัตราธุรการ- เสมียน ใช้เทคโนโลยีแทน ดึงประกันสุขภาพ ใช้แทนสวัสดิการรักษาพยาบาล คาดเริ่มใช้ปีงบประมาณ 70
รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึง แนวคิดให้ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ ก.พ. ศึกษาการ เกษียณอายุราชการก่อนกำหนด (เออร์ลีรีไทร์) โดยจะให้มีผลทันทีภายในปีงบประมาณ 2570 ว่า เป็นนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา เนื่องจากมีตัวเลขรายจ่ายประจำที่สูงเพิ่มขึ้นมาก ส่งผลให้รัฐบาลมีงบประมาณใช้จ่ายในการลงทุน และช่วยเหลือประชาชนน้อยลง จึงกลายเป็นปัญหา จึงมีแนวคิดลดจำนวนข้าราชการลงผ่านระบบสมัครใจ ซึ่งจะพยายามทำโดยเร็วที่สุด หากช้าไปจะไม่ดี เนื่องจากจะเป็นงบผูกพันในปีถัดไป
โดยโครงการดังกล่าวจะทำควบคู่กับ การปรับลดอัตราตำแหน่งในระบบราชการให้เหลือเท่าที่จำเป็น โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ เพื่อทดแทนงานปกติประจำวัน ไม่ได้มุ่งมั่นให้เกิดความโกลาหล และจะดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ตำแหน่งที่อาจจะปรับลด เช่น พนักงานพิมพ์ งานธุรการ ไม่มีการกำหนดกรอบเวลา เพราะขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละหน่วยในการปรับตัว โดยจะเริ่มต้นจากข้าราชการพลเรือนก่อน และหากเป็นประโยชน์ก็จะขยายไปใช้ในหน่วยงานอื่น ๆ เช่น ท้องถิ่น องค์การมหาชน ทหาร ตำรวจ ซึ่งปัจจุบันทั้งทหารและตำรวจดำเนินการอยู่
ส่วนยอดผู้จะเออร์ลีรีไทร์ต้องเป็นจำนวนเท่าไหร่ อยู่ระหว่างการพิจารณาร่วมกับ กองทุนบําเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) รวมถึงงบประมาณที่จะต้องใช้ ซึ่งต้องดูอย่างละเอียด โดย ก.พ.เป็นเจ้าภาพในการดำเนินการ ทำงานร่วมกับกรมบัญชีกลาง กบข. และ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่จะดูแลในเรื่องสุขภาพ เพื่อนำมาทดแทน ระบบรักษาพยาบาลในปัจจุบัน
สำหรับหลักเกณฑ์การกำหนดอายุเออร์ลี่รีไทร์ เดิมกำหนดว่า ต้องมีอายุราชการเหลือไม่น้อยกว่า 2 ปีขึ้นไป หรืออายุ 55 ปีขึ้นไป หากจะปรับทักษะการทำงานใหม่ อายุ 50 อาจจะช้าไป ถ้าไปรีสกิลช่วงอายุ 40 ปี ยังสามารถทำได้ แต่ขณะนี้ นายปกรณ์ ยังไม่ยืนยันเกณฑ์อายุที่ชัดเจน เพียงแต่ย้ำว่าจะต้องทำให้ทันภายในปีงบประมาณ 2570 แต่หากยอดเออร์ลีรีไทร์ไม่ตรงตามเป้าหมาย จะต้องดูอีกที แต่ จะไม่มีการบังคับ ขอเน้นมาตรการจูงใจเป็นที่ตั้ง
สำหรับแนวคิดเรื่องการปรับระบบสวัสดิการ โดยเฉพาะการรักษาพยาบาลของราชการ นายปกรณ์ กล่าวว่า จะเปลี่ยนมาใช้เป็นระบบประกันสุขภาพ เข้ามาแทนสวัสดิการ เพื่อให้สามารถคุมวงเงินได้ชัดเจน ส่วนสิทธิการรักษาพยาบาลของบุคคลในครอบครัวข้าราชการ ยังคงไว้ก่อน โดยจะเริ่มใช้ในข้าราชการที่เข้ามาบรรจุใหม่ ส่วนข้าราชการเดิม จะมีตัวเลือกให้ตัดสินใจ
cr : ch7
